ลัทธิเพกัน

ลัทธิเพกัน คืออะไรและมีที่มาอย่างไรมาหาคำตอบไปพร้อมกัน

โลกของเรามีความเจริญก้าวหน้าไปในทุกๆ วัน อีกทั้งยังมีการกำเนิดของมนุษย์ขึ้นมาจำนวนมหาศาล โดยมนุษย์แต่ละคนต่างก็มีความคิดความเชื่อเป็นของตัวเอง จึงทำให้เกิดศาสนาหรือลัทธิต่างๆ ใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย เพราะบุคคลหลายคน มีความเชื่อที่ตรงกัน และมารวมกลุ่มกันพร้อมเปลี่ยนประสบการณ์ แชร์ในเรื่องที่ตนเองเชื่อ สำหรับวันนี้เราจะมาแนะนำอีก 1 ลัทธิ ให้คุณผู้อ่านได้รู้จักกัน

ศาสนานอกศาสนา

ลัทธิเพเกนหรือลัทธินอกศาสนา สำหรับคำนี้เป็นคำที่มีความหมายกว้างมาก แต่โดยรวมแล้วก็ใช้ในการอธิบายถึงในเรื่องการโฆษณา โดยเป็นการปฏิบัติตัวของกลุ่มชนประเภทหนึ่ง ซึ่งบ่งบอกถึงผู้ที่มีความเชื่อในการนับถือพระเจ้าหลายองค์หรือในอีกทางด้านเดียวกัน ก็คือ เป็นศาสนาพื้นบ้าน ซึ่งเป็นหนึ่งในศาสนาเก่าแก่ของโลก ที่มนุษย์มีความเชื่อและบูชาเทพเจ้าหลายองค์ ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่าลัทธิเพแกนมีความหมายที่กว้างและหลากหลายมาก แต่พื้นฐานมาจากการรวมกลุ่มของบุคคล ที่มีทัศนคติแตกต่างกัน สำหรับนิยามของความหมายในปัจจุบันนี้ก็คือผู้ที่นับถือเทวนิยม ที่ปฏิบัติตนตาม เจตนิยม, วิญญาณนิยม, เทพในศาสนาพื้นบ้าน มีความเชื่อทางด้านจิตวิญญาณในการนับถือเทพเจ้าหลายองค์ เป็นต้น

ความเชื่อทางศาสนาที่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

สำหรับคำว่า ‘ลัทธินอกศาสนา’ รวมไปถึงศาสนาทุกศาสนา ที่นอกเหนือไปจากกลุ่มศาสนาหลัก รวมทั้งภาษายูดาห์, ศาสนาคริสต์, ศาสนาอิสลาม โดยกลุ่มบุคคลที่นับถือลัทธิเพแกนนี้ส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในดินแดนตะวันออก หรือพูดแบบง่ายๆ ก็คือ ศาสนาพื้นบ้านที่ไม่ใช่คริสต์ศาสนา โดยเป็นศาสนาที่มีความสำคัญ และได้รับความนิยมอันดับต้นๆ ของโลก ศาสนานี้ไม่รวมศาสนาของโลก ซึ่งเป็นศาสนาที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง หรือศาสนาที่ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกนับถือ ‘ลัทธินอกศาสนา’ เป็นศาสนาในท้องถิ่นระดับสังคมระดับย่อย ซึ่งแนวทางในการปฏิบัติตามหลักของลัทธิเพแกน ก็คือ การรวบรวมสาวกรวมทั้งศึกษาในเรื่องของเทพเจ้าในนิยายปรัมปราหรือเรื่องเล่าโบราณต่างๆ

ลัทธินอกศาสนา’ ได้รับการดูถูกเหยียดหยาม

นอกจากนี้คำว่า ‘ลัทธิทางศาสนา’ เป็นคำที่ผู้นับถือศาสนาคริสต์นำมาใช้ในเชิงความหมาย ดูหมิ่น ดูถูก รวมทั้งผู้ที่นับถือลัทธิเทวนิยมในโลกตะวันตกเอง ก็ไม่ได้มองว่าลัทธินี้เป็นลัทธิที่ดี แต่จะมองในเชิงลบเสียมากกว่า เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี หรือการใช้คำนี้ในเชิงดูหมิ่นเหยียดหยาม จึงทำให้นักชาติพันธุ์วิทยา พยายามที่จะไม่ใช้คำว่าลัทธินอกศาสนา เนื่องจากว่าคำนี้เป็นมีความหมายที่กว้างมาก ขึ้นอยู่กับผู้ที่ให้คำนิยามในแต่ละคน อีกทั้งยังไม่แน่นอนเพราะฉะนั้นนักชาติพันธุ์วิทยา ก็จะใช้คำที่มีความหมายแบบเฉพาะเจาะจงมากกว่า เช่น กลุ่มชนนิยมวิญญาณ เป็นต้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีกระแสอีกหนึ่งที่ไม่พอใจกับการใช้คำๆ นี้ เพราะพวกเขาอ้างว่าคำเหล่านี้เป็นคำที่ให้สื่อความหมายถึงความศรัทธา แต่ว่าไม่ได้กล่าวเจาะลึกไปถึงในเรื่องของความเชื่อในศาสนาดังกล่าวนั่นเอง

ในเรื่องของความเชื่อและการนับถือสิ่งต่างๆ แล้ว ก็เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่แต่ละคน ต่างก็มีความคิดเป็นของตัวเองซึ่งแน่นอนว่าก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ถ้าความเชื่อเรานั้นไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อน หรือสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม และไม่ได้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น ก็เป็นสิทธิ์ของคนคนนั้น ที่เขาจะนับถือสิ่งใดก็ได้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการยอมรับความเชื่อที่แตกต่างกัน ถ้าสิ่งนั้นเป็นความเชื่อที่เป็นไปโดยสันติวิธี