ประวัติ และความเป็นมาของวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร

พระปฐมเจดีย์ เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญและทรงคุณค่าของจังหวัดนครปฐม ประวัติของพระปฐมเจดีย์มีมี่มายาวนานและเชื่อกันว่าพระปฐมเจดีย์เป็นโบราณสถานที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ความเป็นมาของพระปฐมเจดีย์กล่าวกันว่า เริ่มต้นเมื่อสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงส่งคณะสมณฑูตเดินมทางมาจากประเทศอินเดีย ผ่านมายังดินแดนแห่งนี้เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนา และผู้ที่เดินทางมาถือพระมหาเถรที่ชื่อว่าพระอุตตระเถระ ได้ทรงมาตั้งรกรากเพื่อเผยแผ่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่นี่เป็นเวลาในช่วงพุทธศตวรรตที่ 3 ก็คือในช่วงปี พ.ศ. 200-299 นั่นเอง พระปฐมเจดีย์ได้ถูฏสร้างขึ้นโดยความตั้งใจของพระอุตตระเถระในเวลานั้น ลักษณะของพระปฐมเจดีย์เป็นพระเจดีย์ที่เอาแบบมาจาก เจดีย์สาญจิแห่งประเทศอินเดีย รูปทรงเป็นบาตรคว่ำ

 

ครั้งเมื่อพระจอมเกล่าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ได้ทรงผนวกและธุดงส์มาถึง ทรงนมัสการพระเจดีย์สังเกตเห็นยอดปรางค์ที่สูง 42 วา ทรงเกิดความศรัทธานับแต่นั้น เมื่อทรงได้ขึ้นครองราชจึงได้ทรงดำริให้สร้างพระเจดีย์ครอบลงบนเจดีย์องค์เดิมมีความสูง 120 ซม.และยังให้สร้างพระวิหารคตและระเบียงรายล้อมรอบองค์พระปฐมเจดีย์ ทว่าสิ้นรัชสมัยเสียก่อนที่งานจะเสร็จ ช่วงรัชสมัยของพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงสานต่อความตั้งใจของพระราชบิดา และมีการสร้างเพิ่มเติมส่วนของหอระฆัง จากการปฎิสังขรครั้งใหญ่ ในช่วงรัชกาลที่ 4 สร้างหอระฆังใหม่ในรัชกาลที่ 5 พร้อมประดับกระเบื้องปฎิสังขรพระวิหาร เขียนภาพฝาผนังในช่วงรัชกาลที่ 6 มาถึงรัชกาลที่ 7ก็ทรงให้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่ แต่ในส่วนของพระปฐมเจดีย์นั้นไม่ได้มีการบูรณะใหม่นับแต่สมัย รัชกาลที่ 4 มาก็เรียกได้ว่ากว่า 100 ปีผ่านไปแล้ว จึงได้มีการซ่อมแซมใหม่โดยกรมศิลปากรในปีพ.ศ. 2518 ใช้เวลาถึง6 ปีมาเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2524

 

ความสำคัญที่แท้จริงขององค์พระปฐมเจดีย์คือ เป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอันสำคัญของบ้านเมืองเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่โบราณคือพระร่วงโรจน์ฤทธิ์ถูกค้นพบโดยจพรมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเป็นพระมงกุฏราชกุมาร ในปี พ.ศ. 2452 ที่วัดโบราณในเมืองศรีสัชนาลัย พระพุทธรูปองค์นี้มีความเสียหายและจมอยู่ใต้พื้นแต่ทรงสังเกตเห็นว่าสวยงามยิ่งจึงได้อัญเชิญกลับมายังกรุงเทพ จนกระทั่งได้ทรงครองราชจึงให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัติวงศ์ ปฎิสังขรให้สมบูรณ์งดงามและจึงอัญเชิญมาประดิษฐานที่นี่ มีพระอังคารของในหลวง ร 6 อยู่ใต้ฐานพระด้วย

มัสยิด ศาสนสถานที่เป็นแหล่งรวมใจของชาว

หากจะนึกถึงสถานที่ที่เป็นศาสนสถานและศูนย์รวมใจของชาวมุสลิมผู้นับถือศาสนาอิสลามแล้วก็คงต้องเอ่ยถึงชื่อสถานที่ที่เรียกกันว่า มัสยิด มัสยิดเป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมในรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ คือมีหลังคาทรงโดมผสมผสานกับตัวอาคารทรงเหลี่ยมที่ดูน่าเกรงขามและมั่นคง ประตูและหน้าต่างทรงโค้ง มัสยิด เป็นคำที่ใช้เรียกวิหารของอิสลาม มาจากภาษาอาหรับ มีความหมายว่า สถานที่แห่งการกราบ  มัสยิดเป็นศาสนสถานของชุมชนที่สร้างขึ้นเพื่อทำศาสนกิจและประกอบพิธีกรรมของชาวมุสลิม เช่น การละมาด การดุอา หรืออธิษฐานวิงวอนทั้งยังใช้เป็นที่สอนคัมภีร์อัลกุรอ่านแก่ชาวมุสลิม เป็นสถานที่จัดเลี้ยง พบปะสังสรรค์ทำกิจกรรมกันในชุมชนมุสลิม ประกอบพิธีแต่งงาน ทำบุญ และยังเป็นสถานที่พักพิงของคนไร้บ้านอีกด้วย

มัสยิดที่สำคัญ ๆ ของโลกนั้นได้แก่ มัสยิดอัลฮะลอม ตั้งอยู๋ในนครเมกกะห์ ประเทศซาอุดิอารเบีย  เพราะที่นี่เป็นที่ตั้งของ กะอุบะห์ มะกอมอิบรอฮิม ซึ่งก็คือรอยเท้าแห่งศาสดาอิบรอฮิม เป็นสถานที่ที่ชาวมุสลิมทั่วโลกต้องการมาเป็นจุดหมายสักครั้งในชีวิต  มัสยิดสำคัญแห่งต่อมาก็คือ มัสยิด อัลมัสญิด อันนะบะวีย์ เป็นสถานที่ที่มีร่างของท่านมูฮัมมัดฝังอยู่และ มัสยิดที่หลายคนอาจได้ยินชื่อกันบ่อย ๆ อีกแห่งก็คือ มัสยิดอัลมัสญิด อัลอักศอ เป็นอีกแห่งสำคัญมากในประวัติศาสตร์ของศาสนาอิสลาม เพราะว่าเป็นสถานที่ที่เชื่อกันว่าท่านมูฮัมมัดได้เสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์ที่นั่น มิติของมัสยิดที่เป็นดังศูนย์รวมจิตใจและสายใยของชาวมุสลิมนั้นเป็นด้วยเหตุผลต่าง ๆ ก็คือ

  1. 1. เป็นสถานที่สำคัญที่รวมความศรัทธาและศักดิ์สิทธิ์

มัสยิดแต่ละแห่งเป็นเสมือนวิหารของพระเจ้าแห่งศาสนาอิสลาม เป็นสถานที่ที่ชาวมุสลิมจะได้เข้ามาเฝ้าพระเจ้าของมุสลิมผ่านศาสนพิธีต่าง ๆ เช่นการทำละมาดและดุอาที่มีอยู่เป็นประจำ เป็นสถานที่ที่ประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่มีความหมายต่อชีวิตเช่นการประกอบพิธีแต่งงาน เป็นที่เรียนรู้คัมภีร์อัลกุรอ่านเพี่อความซาบซึ้งและเข้าถึงแก่นของศาสนาและคำสอนของพระเจ้า

  1. 2. เป็นสถานที่แห่งชุมชนที่จะได้สัมพันธ์สนิทกัน

สำหรับชาวมุสลิม มัสยิดเป็นยิ่งกว่าศาสนสถานเท่านั้น แต่เป็นเสมือนห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ของบ้านหลังใหญ่สำหรับครอบครัวมุสลิมทั้งชุมชน ทุกคนได้เข้ามาพบปะ พูดคุย ร่วมกันทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้ลูกหลานเยาวชนได้เติบโตและหล่อหลอมวัฒนธรรมความเชื่อคำสอนแก่ชนรุ่นหลังที่นี่

นอกจากความวิจิตรงดงามของมัสยิด ที่ถูกรังสรรค์ ออกแบบตกแต่งด้วยความรักความศรัทธาของชาวมุสลิม มัสยิดหลาย ๆ แห่งเกิดจากเงินของคนในชุมชนที่ศรัทธาและต้องการสร้างมัสยิดที่สวยและดีที่สุดถวายแด่พระเจ้า มัสยิดจึงเป็นเสมือนจิตวิญญาณแห่งมุสลิมและศาสนาอิสลาม

พระอุโบสถ แตกต่างกับวิหารอย่างไร

ประเทศไทยของเราได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธ เพราะหากจะดูตามประชากรในประเทศของเราเกือบทั้งหมดนับถือศาสนาพุทธ มากกว่า 95% ในสายตาของคนทั่วโลกก็มองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่นับถือศาสนาพุทธอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะไปที่ไหน ส่วนใดของประเทศไทยก็จะพบกับวัดวาอารามอยู่ทั่วไปหมด วัดแต่ละภูมิภาคก็มีทั้งที่เหมือนและแตกต่างกันในด้านของสถาปัตยกรรมและการตกแต่ง แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ๋อาจจะยังไม่รู้ความแตกต่างที่ชัดเจน แม้ว่าจะเข้าออกวัดกันมาตั้งแต่จำความได้ก็คือ ความแตกต่างระหว่าง พระอุโบสถ หรือโบสถ์ กับวิหาร หรือบางคนอาจจะเข้าใจผิดว่าจะโบสถ์หรือวิหารก็เป็นคำที่ใช้เรียกสถานที่แห่งเดียวกัน แต่นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด

 

พระอุโบสถ กับ วิหารมีความแตกต่างกัน เริ่มจากการสังเกตว่าไหนคือพระอุโบสถและไหนคือ พระวิหาร เราจะสังเกตได้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นพระวิหารก็ต่อเมื่อได้เห็นพระเสมาที่ตกแต่งอยู่เหนือตัวอาคาร เฉพาะวิหารเท่านั้นจึงจะมีเสมา แต่พระอุโบสถจะไม่มีเสมา และเป็นไปได้ว่าวัดบางวัดอาจจะมีเฉพาะพระอุโบสถหรือมีเฉพาะวิหารอย่างเดียว ไม่จำเป็นที่จะต้องมีทั้งสองอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ดีทั้งพระอุโบสถและวิหารมีความสำคัญในการใช้งานที่ทั้งเหมือนและแตกต่างกัน ในทางเปรียบเทียบแล้ว วิหารจะดูศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่กว่าพระอุโบสถ

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างวิหารและพระอุโบสถอย่างชัดเจนก็คือ

1.ถ้าเป็นวัดในสมัยโบราณจะนิยมสร้างวิหารให้ใหญ่กว่าพระอุโบสถคำว่าวิหาร มีรากศัพท์และความหมายถึงที่อยู๋อาศัย ซึ่งเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า วิหารจึงเปรียบได้กับพระราชวังที่แตกต่างกับพระอุโบสถ

  1. 2. การใช้งานของวิหารและพระอุโบสถก็แตกต่างกันวิหารในอดีตจะเป็นที่ใช้งานของทั้งพระสงฆ์และฆารวาส ที่จะมาประชุมและทำศาสนกิจร่วมกัน แต่โบสถ์ในสมัยโบราณนั้นเป็นสถานที่ที่พระสงฆ์ใช้เท่านั้น อาจจะใช้ในการสวดการทำวัดเป็นต้น ซึ่งคนทั่วไปไม่ได้เข้ามาข้องเกี่ยวและใช้ร่วมจึงไม่จำเนต้องมีขนาดใหญ๋ดังเช่นวิหาร
  1. 3. วิหารเป็นสถานที่สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปเพราะวิหารคือสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้า จึงเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปต่าง ๆ เพื่อให้คนที่มาได้เข้ามาสักการะด้วย ในขณะที่โบสถ์ไม่จำเป็นต้องมีพระพุทธรูปอยู่

ในปัจจุบันวัดบางแห่งอาจจะมีเฉพาะพระอุโบสถหรือวิหาร ชาวบ้านและคนทั่วไปอาจจะใช้พระอุโบสถหรือวิหารในการทำศาสนกิจและสิ่งต่าง ๆ รวม ๆ กันไม่ได้แยกแยะก็มี อาจจะเป็นเพราะสถานที่และงบประมาณรวมถึงการปฎิบัติที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยนั่นเอง

 

 

โบสถ์และวิหารแตกต่างกันอย่างไร

  สำหรับคนไทยที่นับถือพระพุทธศาสนาหรือถูกเรียกว่าพุทธศาสนิกชนทุกคนเป็นเรื่องปกติที่เราจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับวัดมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการเกิดที่หลายๆ ครอบครัวมักให้พระเป็นคนดูดวงชะตา ตั้งชื่อให้ การทำบุญวันเกิดที่ทุกปีคนส่วนใหญ่หากไม่ใส่บาตรก็มักจะชอบไปทำบุญที่วัด ชายไทยทุกคนเมื่ออายุเกิน 20 ปีบริบูรณ์ก็ต้องเข้าพิธีอุปสมบทเพื่อเรียนรู้ในพระพุทธศาสนา หรือแม้แต่ตอนเสียชีวิตก็ต้องมีการจัดพิธีกรรมต่างๆ ที่วัดอีกเช่นเดียวกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่วัดคือสถานที่สำหรับชาวพุทธอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงวัดน่าจะมีใครหลายคนเกิดความสงสัยอยู่ไม่มากก็น้อยถึงสถานที่ต่างๆ ภายในวัดที่แม้จะเป็นชื่อเรียกที่ถูกเรียกกันมาอย่างยาวนานแต่มีใครพอจะแยกออกหรือไม่ว่า ระหว่างโบสถ์กับวิหาร มีความแตกต่างกันอย่างไร เมื่ออ่านมาจนถึงบรรทัดนี้เชื่อว่าผู้ที่อ่านอยู่ก็น่าจะมีการหยุดและคิดสักนิดว่ามันมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง จริงแล้วศัพท์ทั้ง 2 คำนี้มันมีความหมายที่แตกต่างกันทั้งในด้านของสถาปัตยกรรมและการใช้งานด้วย

แม้ภายนอกสถาปัตยกรรมตลอดจนเรื่องของเครื่องประดับต่างๆ ที่ถูกตกแต่งเอาไว้ระหว่างพระอุโบสถหรือโบสถ์ที่เราเรียกกันติดปากกับพระวิหาร แทบจะไม่ได้มีความแตกต่างอะไรกันมากมายเลย ในความเป็นจริงสิ่งก่อสร้างทั้งสองแบบนี้ต่างก็ใช้หลักเกณฑ์ระบบแบบแผนเดียวกันแทบจะทุกประการ รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูแตกต่างกันอาจจะเป็นที่โบสถ์จะมีใบเสมา อยู่ในบริเวณนั้นซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงเอาไว้อย่างชัดเจนว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ของสงฆ์ เป็นสถานที่ที่สงฆ์จะเอาไว้ใช้สำหรับการประกอบพิธีกรรมต่างๆ หรือพูดง่ายๆ ก็คือเป็นสถานที่ที่เอาไว้ประกอบพิธีกรรมระหว่างสงฆ์กับสงฆ์นั่นเอง ส่วนวิหาร จะไม่มีใบเสมาอยู่ที่บริเวณดังกล่าวก็หมายความว่าสถานที่แห่งนี้คือการเอาไว้ปฏิบัติกิจระหว่างสงฆ์กับฆราวาส ภาพที่เราเห็นได้ชัดเจที่สุดเช่น โบสถ์ จะเอาไว้สำหรับการอุปสมบท, การทำวัตรเช้า, ทำวัตรเย็น เป็นต้น ส่วนวิหารจะมีไว้สำหรับการสดพระอภิธรรมศพ, การทำสังฆทาน เป็นต้น

นี่คือสิ่งที่สามารถสรุปความแตกต่างระหว่างโบสถ์กับวิหารได้อย่างลงตัวสุดๆ สิ่งที่เราเข้าใจคือนอกจากเรื่องของรูปแบบแล้วก็ยังมีเรื่องของการประกอบพิธีกรรมที่แตกต่างกันด้วย นี่จึงเป็นสิงที่สามารถบ่งบอกได้อย่างชัดเจนเพื่อที่ว่าหากใครยังสงสัยอยู่จะได้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าระหว่างโบสถ์กับวิหารมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ถึงกระนั้นสำหรับชาวพุทธทุกคนการเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาถือเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ศาสนสถานศูนย์รวมจิตใจของผู้ที่ศรัทธาในศาสนา

topic

  ศาสนาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่อยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาอย่างยาวนานย้อนไปเมื่อหลายพันปีก่อนในยุคที่มนุษย์นั้นยังไม่มีศาสนาจึงขาดความยั้งคิด ขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่รู้ว่าสิ่งไหนดีสิ่งไหนไม่ดี จึงเป็นสาเหตุให้เกิดความเสื่อมโทรมขึ้นในสังคมมนุษย์  ศาสนาจึงได้เกิดขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์ได้ตระหนักถึงดารทำความชั่วที่ได้ทำ และเปรียบเสมือนเป็นกฎเกณฑ์ในการใช้ชีวิต โดยอาศัยหลักการทำความดีละเว้นความชั่ว

ในยุคแรกนั้นมีศาสนาเกิดขึ้นบนโลกมากมายกระจายไปทั่วมุมโลก ต่างศาสนา ก็ต่างมีความเชื่อเป็นของตัวเอง และในแต่ละศาสนาก็มีศาสดาเป็นของงตัวเอง เพื่อเผยแพร่คำสอนต่างๆ ตราบมาจนถึงปัจจุบันก็มีอยู่ 3 ศาสนาที่ได้รับความเคารพ และนับถือผ่านกาลเวลาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

พุทธ

-ศาสนาพุธ ถือว่าเป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกมีประวัติศาสตร์ยาวยานมาหลายพันปี ในปัจจุบันศูนย์รวมจิตใจของชาวพุธนั้นเป็นที่รู่จักกันดีที่เรียกว่า “วัด” ซึ่งเป็นศาสนสถานที่ใช้ในการเผยแพร่ศาสนา และใช้ปะกอบกิจกรรมทางศาสนา และยังเป็นที่บวชเรียนสำหรับผู้ที่ศรัทธาในพระพถทธศาสนา

cropped-3.png

-โบสถ์ สถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาของชาวคริสต์ เป็นเหมือนสถานที่ประทับขององค์ศาสดา “พระเยซู” ศาสนาคริสต์นั้นเป็นศาสนาที่มีนิกายแบ่งออกมากมาย แต่ที่เหมือนกันก็คือมีศาสดาองค์เดียวกัน และมีหลักคำสอนหลักนั้นคือพระคำภีร์ไบเบิลที่เปรียบเสมือนสารจากพระเจ้า

4-มัสยิด สถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาของคนที่นับถือศาสนาอิสราม ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งศาสนาที่มีผู้นับถือทั่วโลก เราจึงเห็นมัสยิดนั้นอยู่กระจายไปทั่วโลก กิจกรรมทางศาสนาที่สำคัญได้แก่การสว “ละหมาด” ซึ่งเป็นการกล่าวคำสรรเสริญต่อพระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นศาสดาประจำศาสนาอิสราม “อัลลอฮ์”และยังใช้เป็นสถานที่ประกอบงานมงคลสมรส

วิหารสถานที่ประดิษฐานพระพุธรูปประจำวัด

55

วัดศูนย์รวมจิตใจของผู้ที่ศรัทธาและมีความเลื่อมใสต่อพระพุธศาสนา ในประเทศไทยนั้นการเข้าวัดถือว่าเป็นอีกวัฒนะธรรมหนึ่ง ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยโบราณ และประเทศของเรานั้นยังถือว่าเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับพุธศาสนาเป็นอันดับต้นๆ ชองโลก ดังนั้นเราจึงเห็นวัดวาอารามได้ทั่วประเทศกระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศของเรา

เมื่อท่านได้เข้าวัดทำบุญหลายท่านคงสังเกตว่าจะมีพระพุธรูปหรือพระประทานตั้งอยู่ในสถานที่หนึ่งซึ่งเรียกกันว่า “วิหาร” หรือเรียกได้หลายแบบ อาทิ อาราม อาวาส และอีกหลากหลายชื่อซึ่งบางท่านอาจจะสงสัยว่าวิหารนั้นมีกี่รูปแบบ และแตกต่างจากโบสถ์อย่างไร  ซึ่งเราก็สามารถแยกย่อยวิหารได้อีก 4 รูปแบบดังนี้

-วิหารหลวง  เป็นวิหารที่ด้านท้ายของวิหารนั้นจะเชื่อมต่อกับพระสถูปเจดีย์หรือพระปรางค์นั่นเอง

-วิหารทิศ คือตัวของวิหารที่ได้รับการออกแบบ ให้อยู่ทั้ง 4 ด้านของพระสถูปเจดีย์ อาจจะอยู่ตรงมุม หรือด้านข้างก็ได้

-วิหารคด ลักษณะของวิหารรูปแบบนี้จะตั้งอยู่บริเวณมุมกำแพงแก้วของโบสถ์ วิหารรูปแบบนี้ถือว่าได้รับความนิยมที่สุด และมีการประดิษฐานพระพุธรูปไว้ภายในวิหาร

-วิหารยอด เป็นวิหารที่มีรูปแบบแปลกตาที่สุด เพราะจะมียอดเป็นรูปทรงต่างๆ พบได้มากตามวัดใหญ่ๆ

วิหารนั้นถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญของวัดเพราะใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุธรูป ของพระพุธเจ้าศาสดาของศาสนาพุธซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุธทั้งหลายเพื่อเข้ามากราบไหว้ขอพร  และร่วมประกอบกิจกรรมทางศาสนากับทางวัด และในเทศกาลทางศาสนาที่สำคัญ เช่นเทศกาลเข้าพรรษา วิหารก็ใช้เป็นสถานที่ไว้ประกอบสังฆกรรมของพระสงฆ์ด้วยเช่นกัน