ประวัติความเป็นมาของโบสถ์หรือวิหารใน Saint Petersburg

Saint Petersburg  เป็นเมืองจากประเทศรัสเซีย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ บริเวณปากแม่น้ำ Neva  ริมอ่าวFinland ในทะเล Baltic เมืองแห่งนี้สร้างโดยพระเจ้าซาร์ปีเตอร์มหาราช เมื่อปี ค.ศ. 1703 เริ่มสร้างจากการถมทรายกับหินเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่เดิมบริเวณนี้เป็นดินเลนทะเล ส่วนการที่พระองค์ทรงเลือกสร้างเมือง ณ บริเวณนี้เพราะว่ามีทางออกสู่ทะเล Baltic อีกทั้งยังสามารถติดต่อกับทางยุโรปและประเทศอื่นๆได้โดยง่าย ในเมืองแห่งนี้มีโบสถ์และวิหารสวยงามอยู่หลายแห่ง วันนี้เรามาศึกษาประวัติความเป็นมาของโบสถ์หรือวิหารใน Saint Petersburg กัน

มหาวิหารคาซาน KAZAN CATHEDRAL แห่งเมือง Saint Petersburg

สร้างขึ้นในในปีค.ศ. 1708  หรือ สมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช  มหาวิหารแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง บนถนน Nevsky ซึ่งเป็นถนนเส้นหลักของตัวเมือง แรกเริ่มเดิมทีนั้น มหาวิหาร KAZAN เป็นเพียงแค่โบสถ์เล็กๆเท่านั้น แต่ต่อมาในสมัยการปกครองของพระเจ้าปอลด์ที่ 1 ปีค.ศ. 1800 ได้มีการลงมือก่อการสร้างวิหารใหม่ ให้กลายเป็นวิหารที่มีขนาดใหญ่โตและสวยงามมากขึ้นกว่าเดิมนั่นเองค่ะ

มหาวิหาร KAZAN  เป็นสถาปัตยกรรมในรูปศิลปะแบบ Neo-Classic ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมสไตล์อิตาลี ต่อมาได้เกิดสงครามระหว่างรัสเซียกับฝรั่งเศส จึงได้มีการนำรูปปั้นของผู้บัญชาการแห่งกองทัพเรือ  Mikhail Kutuzov กับBarclay de Tolly มาจัดแสดง ณ บริเวณด้านหน้า

ปัจจุบันนี้มหาวิหาร KAZAN จัดเป็นอีกมหาวิหารแห่งหนึ่งใน Saint Petersburg ที่มีความสวยงาม และอัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์สำคัญๆอีกแห่งของเมืองนี้เลย

โบสถ์แห่งหยดเลือด CHURCH OF CHRIST’S RESURRECTION แห่งเมือง  Saint Petersburg

CHURCH OF CHRIST’S RESURRECTION  เป็นโบสถ์ที่สวยงามจับใจ แต่กลับมีประวัติศาสตร์อันน่าเศร้า เพราะเป็นอนุสรณ์ที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 3 สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงบิดา ซึ่งถูกลอบปลงพระชนม์ในบริเวณนี้ ปี ค.ศ. 1881  ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โบสถ์แห่งนี้ ได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิด ภายหลังสุดสงครามจบลงจึงได้มีการบูรณะใหม่ให้กลับมาสวยดังเดิม ปัจจุบันนี้ CHURCH OF CHRIST’S RESURRECTION  ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าด้วยสีสันสะดุดตา อยู่ริมคลอง Griboyedov ด้วยรูปแบบศิลปะยุคฟื้นฟู ทำให้ทุกคนที่มาเยือนต้องเกิดความตะลึงกับความอลังการ โดยเริ่มตั้งแต่ด้านนอกจนเข้ามาด้านในเลย จากพื้นจรดเพดาน  ส่วนใหญ่ เป็นงานภาพสไตล์โมเสก ซึ่งมีความละเอียดและสวยงามทุกตารางนิ้ว เต็มไปด้วยความวิจิตรบรรจงจากฝีมือของจิตกรชั้นสูงกว่า 30 ชีวิต ทั้งงดงามเต็มไปด้วยมนต์ขลัง นอกจากนี้ยังมีร้านขายของที่ระลึกน่ารักๆมากมาย ราคาก็ไม่สูงมาก มีให้เลือกหลากหลาย ไว้เป็นความทรงจำกลับไปด้วย

วัดและอารามหลวงในไทยถูกแบ่งระดับอย่างไร

  เชื่อว่าน่าจะมีหลายคนเกิดความสงสัยในชื่อของวัดไทยหลายๆ ชื่อที่เรามักจะเห็นว่าคำลงท้ายของแต่ละวัดมีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งคำลงท้ายที่แตกต่างกันนี้เองคือสิ่งที่บ่งบอกระดับชั้นของวัดนั้นๆ เอาไว้ว่าแต่ละวัดมีระดับความหมายเอาไว้อย่างไรบ้าง แต่เดิมวัดไทยยังไม่ได้มีการแบ่งระดับชั้นของพระอารามหลวงอย่างเป็นรูปแบบทางการ แต่จะมีการจัดแบ่งชั้นของพระอารามหลวงออกเป็นหลากหลายชั้นตามการคาดเดาที่ไม่แน่นอน จนกระทั่งในยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้มีการทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดระเบียบแบ่งชั้นของพระอารามหลวงขึ้น โดยมีการแบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ชั้น ดังนี้

“พระอารามหลวงชั้นเอก” – เป็นวัดที่มีเจติยสถานสำคัญ ภายในวัดจะบรรจุพระบรมอัฐิหรือเป็นวัดที่มีเกียรติอย่างสูง มีเจ้าอาวาสเป็นระดับราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ขึ้นไป จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ

  • ราชวรมหาวิหาร
  • ราชวรวิหาร
  • วรมหาวิหาร

“พระอารมหลวงชั้นโท” – เป็นวัดที่มีเกียรติ มีเจ้าอาวาสเป็นระดับชั้นพระราชาคณะสามัญขึ้นไป จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระดับ คือ

  • ราชวรมหาวิหาร
  • ราชวรวิหาร
  • วรมหาวิหาร
  • วรวิหาร

“พระอารามหลวงชั้นตรี” – เป็นวัดที่มีเกียรติหรือวัดสามัญ เจ้าอาวาสเป็นระดับพระครูชั้นสูงขึ้นไป สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ

  • ราชวรวิหาร
  • วรวิหาร
  • แบบไม่มีชื่อสร้อยลงท้าย

อย่างไรก็ตามความหมายของชื้อสร้อยลงท้ายก็มีความหมายที่แตกต่างอันบ่งบอกถึงสิ่งที่ทำให้รู้ระดับของวัดแต่ละวัด โดยความหมายของคำสร้อยที่ว่าประกอบไปด้วย

  1. ราชวรมหาวิหาร – เป็นพระอารามที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี สมเด็จพระยุพราช ได้ทรงสร้างหรือทำการปฏิสังขรณ์แบบเป็นการส่วนพระองค์ โดยสิ่งปลูกสร้างที่ว่านี้จะมีขนาดใหญ่โตสมพระเกียรติของพระองค์ท่านที่ได้ทรงสร้างเอาไว้
  2. วรมหาวิหาร – จะเป็นไปในลักษณะเดียวกับแบบราชวรมหาวิหารคือกษัตริย์ชั้นผู้ใหญ่ทรงเป็นผู้สร้างหรือปฏิสังขรณ์ ทว่าอาจจะมีความสำคัญในบางประการน้อยกว่านิดหน่อย
  3. ราชวรวิหาร – ซึ่งพระอารามที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี สมเด็จพระยุพราช ทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์เป็นการส่วนพระองค์
  4. วรวิหาร – คือพระอารามที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี สมเด็จพระยุพราช ทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์แล้วทรงพระราชทานเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้อื่น

จากสิ่งที่ได้สรุปมาทั้งหมดน่าจะทำให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าทำไมวัดในประเทศไทยแต่ละวัดจึงมีชื่อลงท้ายที่แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตามกับการที่คนไทยส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชน การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเอาไว้ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องกระทำด้วยกันทุกคน

เทวสถาน ศูนย์กลางความศรัทธาของศาสนาฮินดู

111บนโลกนี้มีศาสนาอยู่มากมายที่คอยขัดเกลาจิตใจของมนุษย์ให้อยู่ในกรอบของความดี ไม่ประพฤตชั่ว อย่างในประเทศไทยนั้นศาสนาพุธรถือว่าเป็นศาสนาประจำชาติ เช่นกันที่ศาสนาฮินดูนั้นก็เป็นศาสนาประจำชาติของประเทศอินเดียที่เป็นต้นกำเนิดของศาสนาพุธร ประชากรกว่า 90 % ของประเทศอินเดียนั้นนับถือศาสนาฮินดู และอย่างที่รู้กันว่าคนอินเดียนั้นมีความเชื่อทางศาสนาที่ฝังรากลึกมาหลายพันปี ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่จะมีศาสนสถานอย่างเทวสถานตั้งขึ้นทั่วประเทศอินเดีย

“เทวสถาน” หรือที่หลายท่านรู้จักในชื่อ “เทวาลัย” หรือเรียกแบบภาษาอย่างเป็นทางการว่า “โบสถ์พราหมณ์” ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่งดงาม และยิ่งใหญ่ ในประเทศไทย เทวสถานของศาสนาฮินดูแห่งแรกนั้น ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2327 ทรงก่อตั้งขึ้นด้วยพระประสงค์ของรัชกาลที่ 1 เทวลัยนั้นเป็นที่ประดิษฐานของ เทวรูป “พระพรหม” ซึ่งในศาสนาฮินดูนับถือว่าเป็นพระผู้สร้าง ศาสนาฮินดูนั้นเป็นศาสนาที่แตกต่างจากศาสนาอื่นเพราะว่ามีการนับถือเทพเจ้าหลายองค์ ซึ่งแบ่งออกเป็นร่างอวตารของ “พระตรีนูรติ” ทั้ง 3 พระองค์ ได้แก่

-องค์พระพรหม ซึ่งคนในศาสนานับถือว่าเป็นพระผู้สร้าง

-องค์พระศิวะ เป็นพระเจ้าผู้ทำลาย เพื่อการเกิดใหม่

-องค์พระวิษณุ ทรงเป็นพระเจ้าที่ปกป้อง และดูแลโลกตามความเชื่อของศาสนา

ศาสนาฮินดูนั้นมีคำสอนที่แตกต่างจากศาสนาอื่นเพราะมุ่งเน้นไปที่การสร้างปัญญา และจิตวิญญาณเป็นศาสนาที่เชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ล้วนมีวิญญาณสิงสถิตอยู่   เน้นให้มองเห็น ”สัจธรรม” ของการใช้ชีวิต สิ่งที่ศาสนาฮินดูนั้นเหมือนกับศาสนาอื่นก็คือ การมุ่งเน้นทำความดี ละเว้นความชั่ว การรู้จักแบ่งปัน และช่วยเหลือผู้อื่น  จุดสูงสุดของศาสนานี้ก็คือการแสวงหาการหลุดพ้น จาก การเวียนว่าย ตายเกิด และละเว้นในเรื่องเพศ

โบสถ์ สถานที่นมัสการพระเจ้าศูนย์รวมใจของชาวคริสต์

44

ศาสนาคริสต์ศาสนาที่อิงความเชื่อจากพระเจ้าที่มี ”พระเยซู” เป็นศาสดาเนอีกศาสนาที่เก่าแก่ของโลกได้รับการเผยแพร่ไปในทุกทวีปทั่วโลก นั่นเองจึงทำให้มีผู้นับถือศาสนาคริสต์อยู่เป็นจำนวนมากเกือบค่อนโลก วันนี้เรามารู้จักกับศาสนาคริสต์กันว่าเป็นอย่างไร และมีการแบ่งออกเป็นกี่นิกาย พร้อมกับมีหลักคำสอนเป็นอย่างไร ซึ่งท่านจะได้เรียนรู้ไปพร้อมกันในบทความนี้

ศาสนาคริสต์ (Christianity) เราเรียกคนที่นับถือศาสนานี้ว่าคริสต์ชน จากการคาดการมีคนนับถือศาสนาคริสต์มากกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก และเป็นศาสนาที่มีศาสดาองค์เดียวกับศาสนายูดาย และเป็นอีกศาสนาที่มีการแบ่งแยกนิกายออกเป็น 3 นิกาย

-นิกายแรกที่จะกล่าวถึงก็คือ “นิกายคาทอลิก” ซึ่งเป็นนิกายที่ยิ่งใหญ่ และมีศูนย์กลางอยู่ที่นครวาติกัน ในกรุงโรม มีพระสันตะปาปาทรงเป็นประมุข วาติกันเป็นรัฐที่มีกฎหมายเป็นของตัวเอง คำสอนของนิกายนี้มุ่งเน้นไปที่การเคารพต่อตัวเอง และเชื่อในพระเจ้า

-นิกายที่จะกล่าวในลำดับที่ 2 ก็คือ “นิกายโปรเตสแตนต์” เป็นนิกายที่แตกออกมาจาก ”นิกายคาทอลิก” ดังเช่นความหมายของนิกายที่มีความหมายว่า “การประท้วง” นิกายนี้แยกตัวออกจากคาทอลิกใน ศตวรรษที่ 14 โปรเตสแตนต์ เป็นนิกายที่มุ่งเน้นไปที่การเข้าถึงพระเจ้า และมีการรับศีลเพียง 2 ข้อก็คือ ศีลล้างบาป และศีลมหาสนิท และมุ่งเน้นไปที่การศึกษาพระคัมภีร์

-มาถึงลำดับสุดท้ายกับ “นิกายเชิร์ช ออฟ อิงแลนด์ “ เป็นนิกายที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอังกฤษ เป็นนิกายที่ไม่ขึ้นต่อวาติกัน นับว่าเป็นนิกายที่เล็กที่สุด และมีการแตกแขนงออกไปอีกลหายนิกายย่อย คำสอนของนิกายมุ่งเน้นไปการเรียนรู้ชีวิตจากพระเจ้า

โบสถ์สถานที่ประกอบสังฆกรรมของพระสงฆ์

66

ศาสนาพุธคือศาสนาประจำชาติไทยที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานกำเนิดมาแล้วหลายพันปี กล่าวได้ว่าเป็นศาสนาที่แพร่หลาย และมีคนนับถือมากที่สุดในโลก ในประเทศไทยนั้นประชากรเกือบ 90 % ของประเทศทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความรัก และศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่หยั่งลากฝักลึกอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน เปรียบเสมือนได้ว่าเป็นศาสนาประจำชาติ

ในต่างประเทศในปัจจุบันพุธศาสนาก็ถือว่าเฟื่อฟูกว่าในอดีตมากมีการสร้างวัดวาอารามมากมายตามเมืองใหญ่ในต่าวงประเทศ อาทิ ประเทศ สหรัฐอเมริกา , อังกฤษ , เยอรมัน หรือแม้แต่ประเทศทางฝั่งแอฟริกาใต้ก็มีวัดของไทยไปเปิดเพื่อให้พุธศาสตร์นิกชน ได้เข้าไปประกอบกิจกรรมทางศาสนาเช่นกัน หากกล่าวถึงความเฟื่องฟูของพุธศาสนาในต่างประเทศแล้วปัจจุบันมีชาวต่างชาติมากมายที่เข้าสู่เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เป็นจำนวนมาก สังเกตได้จากบางวัดก็จะมีชาวต่างชาติ บวชเพื่อศึกษาพุธศาสนาเป็นจำนวนมาก

ท่านเคยสังเกตไหมเวลาท่านเข้าไปที่วัดนั้นมักจะเห็นพระสงฆ์เวลาที่จะประกอบกิจกรรมทางศาสนานั้นจะต้องไปรวมกันในสถานที่หนึ่งซึ่งที่หลายท่านรู้จักกันดี นั่นก็คือ”โบสถ์” นั่นเอง ซึ่งเวลาระกอบสังฆกรรมของพระสงฆ์นั้นจะต้องอาศัยใช้พื้นที่โล่งโดยกำหนดตำแหน่ง “สึมา” เป็นขอบเขตของการประกอบกิจกรรมทางศาสนา ในปัจจุบันโบสถ์หรืออุโบสถ์ที่มีพระมากขึ้น และบางวัดมีผู้ศรัทธาไปทำบุญบ่อย โบสถ์ในปัจจุบันจึงนิยมสร้างในรูปแบบอาคาร และมีการตกแต่งเพื่อความสวยงามมากขึ้น

โบสถ์นั้นนอกจากใช้ทำกิจกรรมทางศาสนาแล้วยังใช้ในการรักษาศีล 8 ของอุบาสก และอุบาสิกาในวันขึ้น แรม 8 ค่ำ 15 ค่ำ หรือที่เราทั้งหลายรู้จักกันว่า “รักษาอุโบสก” หรือจะเรียกว่า “รักษาอุโบสกศีล” ก็ได้เช่นกัน