‘แม่น้ำคงคา’ ความเชื่อ ที่ฝังรากลึกในประเทศอินเดีย

แม่น้ำคงคง แห่ง เมืองพาราณสี คงเป็นชื่อแม่น้ำและสถานที่ ที่คนไทยหลายๆคนคงคุ้นหูกันเป็นอย่างดี โดยสถานที่แห่งนี้เป็น ชื่อของเมืองหลวงแคว้นกาสี ประเทศอินเดีย ที่มีแม่น้ำคงคา แม่น้ำที่เป็นเหมือนกับเส้นเลือดของชาวอินเดีย ไหลพาดพ่าน มาเป็นเวลากว่า 4,000 ปีแล้ว Continue reading ‘แม่น้ำคงคา’ ความเชื่อ ที่ฝังรากลึกในประเทศอินเดีย

ประวัติความเป็นมาของโบสถ์หรือวิหารใน Saint Petersburg

Saint Petersburg  เป็นเมืองจากประเทศรัสเซีย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ บริเวณปากแม่น้ำ Neva  ริมอ่าวFinland ในทะเล Baltic เมืองแห่งนี้สร้างโดยพระเจ้าซาร์ปีเตอร์มหาราช เมื่อปี ค.ศ. 1703 เริ่มสร้างจากการถมทรายกับหินเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่เดิมบริเวณนี้เป็นดินเลนทะเล ส่วนการที่พระองค์ทรงเลือกสร้างเมือง ณ บริเวณนี้เพราะว่ามีทางออกสู่ทะเล Baltic อีกทั้งยังสามารถติดต่อกับทางยุโรปและประเทศอื่นๆได้โดยง่าย ในเมืองแห่งนี้มีโบสถ์และวิหารสวยงามอยู่หลายแห่ง วันนี้เรามาศึกษาประวัติความเป็นมาของโบสถ์หรือวิหารใน Saint Petersburg กัน

มหาวิหารคาซาน KAZAN CATHEDRAL แห่งเมือง Saint Petersburg

สร้างขึ้นในในปีค.ศ. 1708  หรือ สมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช  มหาวิหารแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง บนถนน Nevsky ซึ่งเป็นถนนเส้นหลักของตัวเมือง แรกเริ่มเดิมทีนั้น มหาวิหาร KAZAN เป็นเพียงแค่โบสถ์เล็กๆเท่านั้น แต่ต่อมาในสมัยการปกครองของพระเจ้าปอลด์ที่ 1 ปีค.ศ. 1800 ได้มีการลงมือก่อการสร้างวิหารใหม่ ให้กลายเป็นวิหารที่มีขนาดใหญ่โตและสวยงามมากขึ้นกว่าเดิมนั่นเองค่ะ

มหาวิหาร KAZAN  เป็นสถาปัตยกรรมในรูปศิลปะแบบ Neo-Classic ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมสไตล์อิตาลี ต่อมาได้เกิดสงครามระหว่างรัสเซียกับฝรั่งเศส จึงได้มีการนำรูปปั้นของผู้บัญชาการแห่งกองทัพเรือ  Mikhail Kutuzov กับBarclay de Tolly มาจัดแสดง ณ บริเวณด้านหน้า

ปัจจุบันนี้มหาวิหาร KAZAN จัดเป็นอีกมหาวิหารแห่งหนึ่งใน Saint Petersburg ที่มีความสวยงาม และอัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์สำคัญๆอีกแห่งของเมืองนี้เลย

โบสถ์แห่งหยดเลือด CHURCH OF CHRIST’S RESURRECTION แห่งเมือง  Saint Petersburg

CHURCH OF CHRIST’S RESURRECTION  เป็นโบสถ์ที่สวยงามจับใจ แต่กลับมีประวัติศาสตร์อันน่าเศร้า เพราะเป็นอนุสรณ์ที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 3 สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงบิดา ซึ่งถูกลอบปลงพระชนม์ในบริเวณนี้ ปี ค.ศ. 1881  ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โบสถ์แห่งนี้ ได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิด ภายหลังสุดสงครามจบลงจึงได้มีการบูรณะใหม่ให้กลับมาสวยดังเดิม ปัจจุบันนี้ CHURCH OF CHRIST’S RESURRECTION  ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าด้วยสีสันสะดุดตา อยู่ริมคลอง Griboyedov ด้วยรูปแบบศิลปะยุคฟื้นฟู ทำให้ทุกคนที่มาเยือนต้องเกิดความตะลึงกับความอลังการ โดยเริ่มตั้งแต่ด้านนอกจนเข้ามาด้านในเลย จากพื้นจรดเพดาน  ส่วนใหญ่ เป็นงานภาพสไตล์โมเสก ซึ่งมีความละเอียดและสวยงามทุกตารางนิ้ว เต็มไปด้วยความวิจิตรบรรจงจากฝีมือของจิตกรชั้นสูงกว่า 30 ชีวิต ทั้งงดงามเต็มไปด้วยมนต์ขลัง นอกจากนี้ยังมีร้านขายของที่ระลึกน่ารักๆมากมาย ราคาก็ไม่สูงมาก มีให้เลือกหลากหลาย ไว้เป็นความทรงจำกลับไปด้วย

วัดและอารามหลวงในไทยถูกแบ่งระดับอย่างไร

  เชื่อว่าน่าจะมีหลายคนเกิดความสงสัยในชื่อของวัดไทยหลายๆ ชื่อที่เรามักจะเห็นว่าคำลงท้ายของแต่ละวัดมีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งคำลงท้ายที่แตกต่างกันนี้เองคือสิ่งที่บ่งบอกระดับชั้นของวัดนั้นๆ เอาไว้ว่าแต่ละวัดมีระดับความหมายเอาไว้อย่างไรบ้าง แต่เดิมวัดไทยยังไม่ได้มีการแบ่งระดับชั้นของพระอารามหลวงอย่างเป็นรูปแบบทางการ แต่จะมีการจัดแบ่งชั้นของพระอารามหลวงออกเป็นหลากหลายชั้นตามการคาดเดาที่ไม่แน่นอน จนกระทั่งในยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้มีการทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดระเบียบแบ่งชั้นของพระอารามหลวงขึ้น โดยมีการแบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ชั้น ดังนี้

“พระอารามหลวงชั้นเอก” – เป็นวัดที่มีเจติยสถานสำคัญ ภายในวัดจะบรรจุพระบรมอัฐิหรือเป็นวัดที่มีเกียรติอย่างสูง มีเจ้าอาวาสเป็นระดับราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ขึ้นไป จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ

  • ราชวรมหาวิหาร
  • ราชวรวิหาร
  • วรมหาวิหาร

“พระอารมหลวงชั้นโท” – เป็นวัดที่มีเกียรติ มีเจ้าอาวาสเป็นระดับชั้นพระราชาคณะสามัญขึ้นไป จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระดับ คือ

  • ราชวรมหาวิหาร
  • ราชวรวิหาร
  • วรมหาวิหาร
  • วรวิหาร

“พระอารามหลวงชั้นตรี” – เป็นวัดที่มีเกียรติหรือวัดสามัญ เจ้าอาวาสเป็นระดับพระครูชั้นสูงขึ้นไป สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ

  • ราชวรวิหาร
  • วรวิหาร
  • แบบไม่มีชื่อสร้อยลงท้าย

อย่างไรก็ตามความหมายของชื้อสร้อยลงท้ายก็มีความหมายที่แตกต่างอันบ่งบอกถึงสิ่งที่ทำให้รู้ระดับของวัดแต่ละวัด โดยความหมายของคำสร้อยที่ว่าประกอบไปด้วย

  1. ราชวรมหาวิหาร – เป็นพระอารามที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี สมเด็จพระยุพราช ได้ทรงสร้างหรือทำการปฏิสังขรณ์แบบเป็นการส่วนพระองค์ โดยสิ่งปลูกสร้างที่ว่านี้จะมีขนาดใหญ่โตสมพระเกียรติของพระองค์ท่านที่ได้ทรงสร้างเอาไว้
  2. วรมหาวิหาร – จะเป็นไปในลักษณะเดียวกับแบบราชวรมหาวิหารคือกษัตริย์ชั้นผู้ใหญ่ทรงเป็นผู้สร้างหรือปฏิสังขรณ์ ทว่าอาจจะมีความสำคัญในบางประการน้อยกว่านิดหน่อย
  3. ราชวรวิหาร – ซึ่งพระอารามที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี สมเด็จพระยุพราช ทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์เป็นการส่วนพระองค์
  4. วรวิหาร – คือพระอารามที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี สมเด็จพระยุพราช ทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์แล้วทรงพระราชทานเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้อื่น

จากสิ่งที่ได้สรุปมาทั้งหมดน่าจะทำให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าทำไมวัดในประเทศไทยแต่ละวัดจึงมีชื่อลงท้ายที่แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตามกับการที่คนไทยส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชน การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเอาไว้ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องกระทำด้วยกันทุกคน

เทวสถาน ศูนย์กลางความศรัทธาของศาสนาฮินดู

111บนโลกนี้มีศาสนาอยู่มากมายที่คอยขัดเกลาจิตใจของมนุษย์ให้อยู่ในกรอบของความดี ไม่ประพฤตชั่ว อย่างในประเทศไทยนั้นศาสนาพุธรถือว่าเป็นศาสนาประจำชาติ เช่นกันที่ศาสนาฮินดูนั้นก็เป็นศาสนาประจำชาติของประเทศอินเดียที่เป็นต้นกำเนิดของศาสนาพุธร ประชากรกว่า 90 % ของประเทศอินเดียนั้นนับถือศาสนาฮินดู และอย่างที่รู้กันว่าคนอินเดียนั้นมีความเชื่อทางศาสนาที่ฝังรากลึกมาหลายพันปี ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่จะมีศาสนสถานอย่างเทวสถานตั้งขึ้นทั่วประเทศอินเดีย

“เทวสถาน” หรือที่หลายท่านรู้จักในชื่อ “เทวาลัย” หรือเรียกแบบภาษาอย่างเป็นทางการว่า “โบสถ์พราหมณ์” ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่งดงาม และยิ่งใหญ่ ในประเทศไทย เทวสถานของศาสนาฮินดูแห่งแรกนั้น ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2327 ทรงก่อตั้งขึ้นด้วยพระประสงค์ของรัชกาลที่ 1 เทวลัยนั้นเป็นที่ประดิษฐานของ เทวรูป “พระพรหม” ซึ่งในศาสนาฮินดูนับถือว่าเป็นพระผู้สร้าง ศาสนาฮินดูนั้นเป็นศาสนาที่แตกต่างจากศาสนาอื่นเพราะว่ามีการนับถือเทพเจ้าหลายองค์ ซึ่งแบ่งออกเป็นร่างอวตารของ “พระตรีนูรติ” ทั้ง 3 พระองค์ ได้แก่

-องค์พระพรหม ซึ่งคนในศาสนานับถือว่าเป็นพระผู้สร้าง

-องค์พระศิวะ เป็นพระเจ้าผู้ทำลาย เพื่อการเกิดใหม่

-องค์พระวิษณุ ทรงเป็นพระเจ้าที่ปกป้อง และดูแลโลกตามความเชื่อของศาสนา

ศาสนาฮินดูนั้นมีคำสอนที่แตกต่างจากศาสนาอื่นเพราะมุ่งเน้นไปที่การสร้างปัญญา และจิตวิญญาณเป็นศาสนาที่เชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ล้วนมีวิญญาณสิงสถิตอยู่   เน้นให้มองเห็น ”สัจธรรม” ของการใช้ชีวิต สิ่งที่ศาสนาฮินดูนั้นเหมือนกับศาสนาอื่นก็คือ การมุ่งเน้นทำความดี ละเว้นความชั่ว การรู้จักแบ่งปัน และช่วยเหลือผู้อื่น  จุดสูงสุดของศาสนานี้ก็คือการแสวงหาการหลุดพ้น จาก การเวียนว่าย ตายเกิด และละเว้นในเรื่องเพศ

โบสถ์ สถานที่นมัสการพระเจ้าศูนย์รวมใจของชาวคริสต์

44

ศาสนาคริสต์ศาสนาที่อิงความเชื่อจากพระเจ้าที่มี ”พระเยซู” เป็นศาสดาเนอีกศาสนาที่เก่าแก่ของโลกได้รับการเผยแพร่ไปในทุกทวีปทั่วโลก นั่นเองจึงทำให้มีผู้นับถือศาสนาคริสต์อยู่เป็นจำนวนมากเกือบค่อนโลก วันนี้เรามารู้จักกับศาสนาคริสต์กันว่าเป็นอย่างไร และมีการแบ่งออกเป็นกี่นิกาย พร้อมกับมีหลักคำสอนเป็นอย่างไร ซึ่งท่านจะได้เรียนรู้ไปพร้อมกันในบทความนี้

ศาสนาคริสต์ (Christianity) เราเรียกคนที่นับถือศาสนานี้ว่าคริสต์ชน จากการคาดการมีคนนับถือศาสนาคริสต์มากกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก และเป็นศาสนาที่มีศาสดาองค์เดียวกับศาสนายูดาย และเป็นอีกศาสนาที่มีการแบ่งแยกนิกายออกเป็น 3 นิกาย

-นิกายแรกที่จะกล่าวถึงก็คือ “นิกายคาทอลิก” ซึ่งเป็นนิกายที่ยิ่งใหญ่ และมีศูนย์กลางอยู่ที่นครวาติกัน ในกรุงโรม มีพระสันตะปาปาทรงเป็นประมุข วาติกันเป็นรัฐที่มีกฎหมายเป็นของตัวเอง คำสอนของนิกายนี้มุ่งเน้นไปที่การเคารพต่อตัวเอง และเชื่อในพระเจ้า

-นิกายที่จะกล่าวในลำดับที่ 2 ก็คือ “นิกายโปรเตสแตนต์” เป็นนิกายที่แตกออกมาจาก ”นิกายคาทอลิก” ดังเช่นความหมายของนิกายที่มีความหมายว่า “การประท้วง” นิกายนี้แยกตัวออกจากคาทอลิกใน ศตวรรษที่ 14 โปรเตสแตนต์ เป็นนิกายที่มุ่งเน้นไปที่การเข้าถึงพระเจ้า และมีการรับศีลเพียง 2 ข้อก็คือ ศีลล้างบาป และศีลมหาสนิท และมุ่งเน้นไปที่การศึกษาพระคัมภีร์

-มาถึงลำดับสุดท้ายกับ “นิกายเชิร์ช ออฟ อิงแลนด์ “ เป็นนิกายที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอังกฤษ เป็นนิกายที่ไม่ขึ้นต่อวาติกัน นับว่าเป็นนิกายที่เล็กที่สุด และมีการแตกแขนงออกไปอีกลหายนิกายย่อย คำสอนของนิกายมุ่งเน้นไปการเรียนรู้ชีวิตจากพระเจ้า

โบสถ์สถานที่ประกอบสังฆกรรมของพระสงฆ์

66

ศาสนาพุธคือศาสนาประจำชาติไทยที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานกำเนิดมาแล้วหลายพันปี กล่าวได้ว่าเป็นศาสนาที่แพร่หลาย และมีคนนับถือมากที่สุดในโลก ในประเทศไทยนั้นประชากรเกือบ 90 % ของประเทศทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความรัก และศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่หยั่งลากฝักลึกอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน เปรียบเสมือนได้ว่าเป็นศาสนาประจำชาติ

ในต่างประเทศในปัจจุบันพุธศาสนาก็ถือว่าเฟื่อฟูกว่าในอดีตมากมีการสร้างวัดวาอารามมากมายตามเมืองใหญ่ในต่าวงประเทศ อาทิ ประเทศ สหรัฐอเมริกา , อังกฤษ , เยอรมัน หรือแม้แต่ประเทศทางฝั่งแอฟริกาใต้ก็มีวัดของไทยไปเปิดเพื่อให้พุธศาสตร์นิกชน ได้เข้าไปประกอบกิจกรรมทางศาสนาเช่นกัน หากกล่าวถึงความเฟื่องฟูของพุธศาสนาในต่างประเทศแล้วปัจจุบันมีชาวต่างชาติมากมายที่เข้าสู่เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เป็นจำนวนมาก สังเกตได้จากบางวัดก็จะมีชาวต่างชาติ บวชเพื่อศึกษาพุธศาสนาเป็นจำนวนมาก

ท่านเคยสังเกตไหมเวลาท่านเข้าไปที่วัดนั้นมักจะเห็นพระสงฆ์เวลาที่จะประกอบกิจกรรมทางศาสนานั้นจะต้องไปรวมกันในสถานที่หนึ่งซึ่งที่หลายท่านรู้จักกันดี นั่นก็คือ”โบสถ์” นั่นเอง ซึ่งเวลาระกอบสังฆกรรมของพระสงฆ์นั้นจะต้องอาศัยใช้พื้นที่โล่งโดยกำหนดตำแหน่ง “สึมา” เป็นขอบเขตของการประกอบกิจกรรมทางศาสนา ในปัจจุบันโบสถ์หรืออุโบสถ์ที่มีพระมากขึ้น และบางวัดมีผู้ศรัทธาไปทำบุญบ่อย โบสถ์ในปัจจุบันจึงนิยมสร้างในรูปแบบอาคาร และมีการตกแต่งเพื่อความสวยงามมากขึ้น

โบสถ์นั้นนอกจากใช้ทำกิจกรรมทางศาสนาแล้วยังใช้ในการรักษาศีล 8 ของอุบาสก และอุบาสิกาในวันขึ้น แรม 8 ค่ำ 15 ค่ำ หรือที่เราทั้งหลายรู้จักกันว่า “รักษาอุโบสก” หรือจะเรียกว่า “รักษาอุโบสกศีล” ก็ได้เช่นกัน