โบสถ์และวิหารแตกต่างกันอย่างไร

  สำหรับคนไทยที่นับถือพระพุทธศาสนาหรือถูกเรียกว่าพุทธศาสนิกชนทุกคนเป็นเรื่องปกติที่เราจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับวัดมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการเกิดที่หลายๆ ครอบครัวมักให้พระเป็นคนดูดวงชะตา ตั้งชื่อให้ การทำบุญวันเกิดที่ทุกปีคนส่วนใหญ่หากไม่ใส่บาตรก็มักจะชอบไปทำบุญที่วัด ชายไทยทุกคนเมื่ออายุเกิน 20 ปีบริบูรณ์ก็ต้องเข้าพิธีอุปสมบทเพื่อเรียนรู้ในพระพุทธศาสนา หรือแม้แต่ตอนเสียชีวิตก็ต้องมีการจัดพิธีกรรมต่างๆ ที่วัดอีกเช่นเดียวกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่วัดคือสถานที่สำหรับชาวพุทธอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงวัดน่าจะมีใครหลายคนเกิดความสงสัยอยู่ไม่มากก็น้อยถึงสถานที่ต่างๆ ภายในวัดที่แม้จะเป็นชื่อเรียกที่ถูกเรียกกันมาอย่างยาวนานแต่มีใครพอจะแยกออกหรือไม่ว่า ระหว่างโบสถ์กับวิหาร มีความแตกต่างกันอย่างไร เมื่ออ่านมาจนถึงบรรทัดนี้เชื่อว่าผู้ที่อ่านอยู่ก็น่าจะมีการหยุดและคิดสักนิดว่ามันมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง จริงแล้วศัพท์ทั้ง 2 คำนี้มันมีความหมายที่แตกต่างกันทั้งในด้านของสถาปัตยกรรมและการใช้งานด้วย

แม้ภายนอกสถาปัตยกรรมตลอดจนเรื่องของเครื่องประดับต่างๆ ที่ถูกตกแต่งเอาไว้ระหว่างพระอุโบสถหรือโบสถ์ที่เราเรียกกันติดปากกับพระวิหาร แทบจะไม่ได้มีความแตกต่างอะไรกันมากมายเลย ในความเป็นจริงสิ่งก่อสร้างทั้งสองแบบนี้ต่างก็ใช้หลักเกณฑ์ระบบแบบแผนเดียวกันแทบจะทุกประการ รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูแตกต่างกันอาจจะเป็นที่โบสถ์จะมีใบเสมา อยู่ในบริเวณนั้นซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงเอาไว้อย่างชัดเจนว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ของสงฆ์ เป็นสถานที่ที่สงฆ์จะเอาไว้ใช้สำหรับการประกอบพิธีกรรมต่างๆ หรือพูดง่ายๆ ก็คือเป็นสถานที่ที่เอาไว้ประกอบพิธีกรรมระหว่างสงฆ์กับสงฆ์นั่นเอง ส่วนวิหาร จะไม่มีใบเสมาอยู่ที่บริเวณดังกล่าวก็หมายความว่าสถานที่แห่งนี้คือการเอาไว้ปฏิบัติกิจระหว่างสงฆ์กับฆราวาส ภาพที่เราเห็นได้ชัดเจที่สุดเช่น โบสถ์ จะเอาไว้สำหรับการอุปสมบท, การทำวัตรเช้า, ทำวัตรเย็น เป็นต้น ส่วนวิหารจะมีไว้สำหรับการสดพระอภิธรรมศพ, การทำสังฆทาน เป็นต้น

นี่คือสิ่งที่สามารถสรุปความแตกต่างระหว่างโบสถ์กับวิหารได้อย่างลงตัวสุดๆ สิ่งที่เราเข้าใจคือนอกจากเรื่องของรูปแบบแล้วก็ยังมีเรื่องของการประกอบพิธีกรรมที่แตกต่างกันด้วย นี่จึงเป็นสิงที่สามารถบ่งบอกได้อย่างชัดเจนเพื่อที่ว่าหากใครยังสงสัยอยู่จะได้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าระหว่างโบสถ์กับวิหารมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ถึงกระนั้นสำหรับชาวพุทธทุกคนการเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาถือเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

วัดและอารามหลวงในไทยถูกแบ่งระดับอย่างไร

  เชื่อว่าน่าจะมีหลายคนเกิดความสงสัยในชื่อของวัดไทยหลายๆ ชื่อที่เรามักจะเห็นว่าคำลงท้ายของแต่ละวัดมีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งคำลงท้ายที่แตกต่างกันนี้เองคือสิ่งที่บ่งบอกระดับชั้นของวัดนั้นๆ เอาไว้ว่าแต่ละวัดมีระดับความหมายเอาไว้อย่างไรบ้าง แต่เดิมวัดไทยยังไม่ได้มีการแบ่งระดับชั้นของพระอารามหลวงอย่างเป็นรูปแบบทางการ แต่จะมีการจัดแบ่งชั้นของพระอารามหลวงออกเป็นหลากหลายชั้นตามการคาดเดาที่ไม่แน่นอน จนกระทั่งในยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้มีการทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดระเบียบแบ่งชั้นของพระอารามหลวงขึ้น โดยมีการแบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ชั้น ดังนี้

“พระอารามหลวงชั้นเอก” – เป็นวัดที่มีเจติยสถานสำคัญ ภายในวัดจะบรรจุพระบรมอัฐิหรือเป็นวัดที่มีเกียรติอย่างสูง มีเจ้าอาวาสเป็นระดับราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ขึ้นไป จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ

  • ราชวรมหาวิหาร
  • ราชวรวิหาร
  • วรมหาวิหาร

“พระอารมหลวงชั้นโท” – เป็นวัดที่มีเกียรติ มีเจ้าอาวาสเป็นระดับชั้นพระราชาคณะสามัญขึ้นไป จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระดับ คือ

  • ราชวรมหาวิหาร
  • ราชวรวิหาร
  • วรมหาวิหาร
  • วรวิหาร

“พระอารามหลวงชั้นตรี” – เป็นวัดที่มีเกียรติหรือวัดสามัญ เจ้าอาวาสเป็นระดับพระครูชั้นสูงขึ้นไป สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ

  • ราชวรวิหาร
  • วรวิหาร
  • แบบไม่มีชื่อสร้อยลงท้าย

อย่างไรก็ตามความหมายของชื้อสร้อยลงท้ายก็มีความหมายที่แตกต่างอันบ่งบอกถึงสิ่งที่ทำให้รู้ระดับของวัดแต่ละวัด โดยความหมายของคำสร้อยที่ว่าประกอบไปด้วย

  1. ราชวรมหาวิหาร – เป็นพระอารามที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี สมเด็จพระยุพราช ได้ทรงสร้างหรือทำการปฏิสังขรณ์แบบเป็นการส่วนพระองค์ โดยสิ่งปลูกสร้างที่ว่านี้จะมีขนาดใหญ่โตสมพระเกียรติของพระองค์ท่านที่ได้ทรงสร้างเอาไว้
  2. วรมหาวิหาร – จะเป็นไปในลักษณะเดียวกับแบบราชวรมหาวิหารคือกษัตริย์ชั้นผู้ใหญ่ทรงเป็นผู้สร้างหรือปฏิสังขรณ์ ทว่าอาจจะมีความสำคัญในบางประการน้อยกว่านิดหน่อย
  3. ราชวรวิหาร – ซึ่งพระอารามที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี สมเด็จพระยุพราช ทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์เป็นการส่วนพระองค์
  4. วรวิหาร – คือพระอารามที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี สมเด็จพระยุพราช ทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์แล้วทรงพระราชทานเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้อื่น

จากสิ่งที่ได้สรุปมาทั้งหมดน่าจะทำให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าทำไมวัดในประเทศไทยแต่ละวัดจึงมีชื่อลงท้ายที่แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตามกับการที่คนไทยส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชน การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเอาไว้ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องกระทำด้วยกันทุกคน

เทวสถาน ศูนย์กลางความศรัทธาของศาสนาฮินดู

111บนโลกนี้มีศาสนาอยู่มากมายที่คอยขัดเกลาจิตใจของมนุษย์ให้อยู่ในกรอบของความดี ไม่ประพฤตชั่ว อย่างในประเทศไทยนั้นศาสนาพุธรถือว่าเป็นศาสนาประจำชาติ เช่นกันที่ศาสนาฮินดูนั้นก็เป็นศาสนาประจำชาติของประเทศอินเดียที่เป็นต้นกำเนิดของศาสนาพุธร ประชากรกว่า 90 % ของประเทศอินเดียนั้นนับถือศาสนาฮินดู และอย่างที่รู้กันว่าคนอินเดียนั้นมีความเชื่อทางศาสนาที่ฝังรากลึกมาหลายพันปี ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่จะมีศาสนสถานอย่างเทวสถานตั้งขึ้นทั่วประเทศอินเดีย

“เทวสถาน” หรือที่หลายท่านรู้จักในชื่อ “เทวาลัย” หรือเรียกแบบภาษาอย่างเป็นทางการว่า “โบสถ์พราหมณ์” ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่งดงาม และยิ่งใหญ่ ในประเทศไทย เทวสถานของศาสนาฮินดูแห่งแรกนั้น ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2327 ทรงก่อตั้งขึ้นด้วยพระประสงค์ของรัชกาลที่ 1 เทวลัยนั้นเป็นที่ประดิษฐานของ เทวรูป “พระพรหม” ซึ่งในศาสนาฮินดูนับถือว่าเป็นพระผู้สร้าง ศาสนาฮินดูนั้นเป็นศาสนาที่แตกต่างจากศาสนาอื่นเพราะว่ามีการนับถือเทพเจ้าหลายองค์ ซึ่งแบ่งออกเป็นร่างอวตารของ “พระตรีนูรติ” ทั้ง 3 พระองค์ ได้แก่

-องค์พระพรหม ซึ่งคนในศาสนานับถือว่าเป็นพระผู้สร้าง

-องค์พระศิวะ เป็นพระเจ้าผู้ทำลาย เพื่อการเกิดใหม่

-องค์พระวิษณุ ทรงเป็นพระเจ้าที่ปกป้อง และดูแลโลกตามความเชื่อของศาสนา

ศาสนาฮินดูนั้นมีคำสอนที่แตกต่างจากศาสนาอื่นเพราะมุ่งเน้นไปที่การสร้างปัญญา และจิตวิญญาณเป็นศาสนาที่เชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ล้วนมีวิญญาณสิงสถิตอยู่   เน้นให้มองเห็น ”สัจธรรม” ของการใช้ชีวิต สิ่งที่ศาสนาฮินดูนั้นเหมือนกับศาสนาอื่นก็คือ การมุ่งเน้นทำความดี ละเว้นความชั่ว การรู้จักแบ่งปัน และช่วยเหลือผู้อื่น  จุดสูงสุดของศาสนานี้ก็คือการแสวงหาการหลุดพ้น จาก การเวียนว่าย ตายเกิด และละเว้นในเรื่องเพศ

ศาสนสถานศูนย์รวมจิตใจของผู้ที่ศรัทธาในศาสนา

topic

  ศาสนาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่อยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาอย่างยาวนานย้อนไปเมื่อหลายพันปีก่อนในยุคที่มนุษย์นั้นยังไม่มีศาสนาจึงขาดความยั้งคิด ขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่รู้ว่าสิ่งไหนดีสิ่งไหนไม่ดี จึงเป็นสาเหตุให้เกิดความเสื่อมโทรมขึ้นในสังคมมนุษย์  ศาสนาจึงได้เกิดขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์ได้ตระหนักถึงดารทำความชั่วที่ได้ทำ และเปรียบเสมือนเป็นกฎเกณฑ์ในการใช้ชีวิต โดยอาศัยหลักการทำความดีละเว้นความชั่ว

ในยุคแรกนั้นมีศาสนาเกิดขึ้นบนโลกมากมายกระจายไปทั่วมุมโลก ต่างศาสนา ก็ต่างมีความเชื่อเป็นของตัวเอง และในแต่ละศาสนาก็มีศาสดาเป็นของงตัวเอง เพื่อเผยแพร่คำสอนต่างๆ ตราบมาจนถึงปัจจุบันก็มีอยู่ 3 ศาสนาที่ได้รับความเคารพ และนับถือผ่านกาลเวลาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

พุทธ

-ศาสนาพุธ ถือว่าเป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกมีประวัติศาสตร์ยาวยานมาหลายพันปี ในปัจจุบันศูนย์รวมจิตใจของชาวพุธนั้นเป็นที่รู่จักกันดีที่เรียกว่า “วัด” ซึ่งเป็นศาสนสถานที่ใช้ในการเผยแพร่ศาสนา และใช้ปะกอบกิจกรรมทางศาสนา และยังเป็นที่บวชเรียนสำหรับผู้ที่ศรัทธาในพระพถทธศาสนา

cropped-3.png

-โบสถ์ สถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาของชาวคริสต์ เป็นเหมือนสถานที่ประทับขององค์ศาสดา “พระเยซู” ศาสนาคริสต์นั้นเป็นศาสนาที่มีนิกายแบ่งออกมากมาย แต่ที่เหมือนกันก็คือมีศาสดาองค์เดียวกัน และมีหลักคำสอนหลักนั้นคือพระคำภีร์ไบเบิลที่เปรียบเสมือนสารจากพระเจ้า

4-มัสยิด สถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาของคนที่นับถือศาสนาอิสราม ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งศาสนาที่มีผู้นับถือทั่วโลก เราจึงเห็นมัสยิดนั้นอยู่กระจายไปทั่วโลก กิจกรรมทางศาสนาที่สำคัญได้แก่การสว “ละหมาด” ซึ่งเป็นการกล่าวคำสรรเสริญต่อพระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นศาสดาประจำศาสนาอิสราม “อัลลอฮ์”และยังใช้เป็นสถานที่ประกอบงานมงคลสมรส

โบสถ์ สถานที่นมัสการพระเจ้าศูนย์รวมใจของชาวคริสต์

44

ศาสนาคริสต์ศาสนาที่อิงความเชื่อจากพระเจ้าที่มี ”พระเยซู” เป็นศาสดาเนอีกศาสนาที่เก่าแก่ของโลกได้รับการเผยแพร่ไปในทุกทวีปทั่วโลก นั่นเองจึงทำให้มีผู้นับถือศาสนาคริสต์อยู่เป็นจำนวนมากเกือบค่อนโลก วันนี้เรามารู้จักกับศาสนาคริสต์กันว่าเป็นอย่างไร และมีการแบ่งออกเป็นกี่นิกาย พร้อมกับมีหลักคำสอนเป็นอย่างไร ซึ่งท่านจะได้เรียนรู้ไปพร้อมกันในบทความนี้

ศาสนาคริสต์ (Christianity) เราเรียกคนที่นับถือศาสนานี้ว่าคริสต์ชน จากการคาดการมีคนนับถือศาสนาคริสต์มากกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก และเป็นศาสนาที่มีศาสดาองค์เดียวกับศาสนายูดาย และเป็นอีกศาสนาที่มีการแบ่งแยกนิกายออกเป็น 3 นิกาย

-นิกายแรกที่จะกล่าวถึงก็คือ “นิกายคาทอลิก” ซึ่งเป็นนิกายที่ยิ่งใหญ่ และมีศูนย์กลางอยู่ที่นครวาติกัน ในกรุงโรม มีพระสันตะปาปาทรงเป็นประมุข วาติกันเป็นรัฐที่มีกฎหมายเป็นของตัวเอง คำสอนของนิกายนี้มุ่งเน้นไปที่การเคารพต่อตัวเอง และเชื่อในพระเจ้า

-นิกายที่จะกล่าวในลำดับที่ 2 ก็คือ “นิกายโปรเตสแตนต์” เป็นนิกายที่แตกออกมาจาก ”นิกายคาทอลิก” ดังเช่นความหมายของนิกายที่มีความหมายว่า “การประท้วง” นิกายนี้แยกตัวออกจากคาทอลิกใน ศตวรรษที่ 14 โปรเตสแตนต์ เป็นนิกายที่มุ่งเน้นไปที่การเข้าถึงพระเจ้า และมีการรับศีลเพียง 2 ข้อก็คือ ศีลล้างบาป และศีลมหาสนิท และมุ่งเน้นไปที่การศึกษาพระคัมภีร์

-มาถึงลำดับสุดท้ายกับ “นิกายเชิร์ช ออฟ อิงแลนด์ “ เป็นนิกายที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอังกฤษ เป็นนิกายที่ไม่ขึ้นต่อวาติกัน นับว่าเป็นนิกายที่เล็กที่สุด และมีการแตกแขนงออกไปอีกลหายนิกายย่อย คำสอนของนิกายมุ่งเน้นไปการเรียนรู้ชีวิตจากพระเจ้า

วิหารสถานที่ประดิษฐานพระพุธรูปประจำวัด

55

วัดศูนย์รวมจิตใจของผู้ที่ศรัทธาและมีความเลื่อมใสต่อพระพุธศาสนา ในประเทศไทยนั้นการเข้าวัดถือว่าเป็นอีกวัฒนะธรรมหนึ่ง ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยโบราณ และประเทศของเรานั้นยังถือว่าเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับพุธศาสนาเป็นอันดับต้นๆ ชองโลก ดังนั้นเราจึงเห็นวัดวาอารามได้ทั่วประเทศกระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศของเรา

เมื่อท่านได้เข้าวัดทำบุญหลายท่านคงสังเกตว่าจะมีพระพุธรูปหรือพระประทานตั้งอยู่ในสถานที่หนึ่งซึ่งเรียกกันว่า “วิหาร” หรือเรียกได้หลายแบบ อาทิ อาราม อาวาส และอีกหลากหลายชื่อซึ่งบางท่านอาจจะสงสัยว่าวิหารนั้นมีกี่รูปแบบ และแตกต่างจากโบสถ์อย่างไร  ซึ่งเราก็สามารถแยกย่อยวิหารได้อีก 4 รูปแบบดังนี้

-วิหารหลวง  เป็นวิหารที่ด้านท้ายของวิหารนั้นจะเชื่อมต่อกับพระสถูปเจดีย์หรือพระปรางค์นั่นเอง

-วิหารทิศ คือตัวของวิหารที่ได้รับการออกแบบ ให้อยู่ทั้ง 4 ด้านของพระสถูปเจดีย์ อาจจะอยู่ตรงมุม หรือด้านข้างก็ได้

-วิหารคด ลักษณะของวิหารรูปแบบนี้จะตั้งอยู่บริเวณมุมกำแพงแก้วของโบสถ์ วิหารรูปแบบนี้ถือว่าได้รับความนิยมที่สุด และมีการประดิษฐานพระพุธรูปไว้ภายในวิหาร

-วิหารยอด เป็นวิหารที่มีรูปแบบแปลกตาที่สุด เพราะจะมียอดเป็นรูปทรงต่างๆ พบได้มากตามวัดใหญ่ๆ

วิหารนั้นถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญของวัดเพราะใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุธรูป ของพระพุธเจ้าศาสดาของศาสนาพุธซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุธทั้งหลายเพื่อเข้ามากราบไหว้ขอพร  และร่วมประกอบกิจกรรมทางศาสนากับทางวัด และในเทศกาลทางศาสนาที่สำคัญ เช่นเทศกาลเข้าพรรษา วิหารก็ใช้เป็นสถานที่ไว้ประกอบสังฆกรรมของพระสงฆ์ด้วยเช่นกัน

โบสถ์สถานที่ประกอบสังฆกรรมของพระสงฆ์

66

ศาสนาพุธคือศาสนาประจำชาติไทยที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานกำเนิดมาแล้วหลายพันปี กล่าวได้ว่าเป็นศาสนาที่แพร่หลาย และมีคนนับถือมากที่สุดในโลก ในประเทศไทยนั้นประชากรเกือบ 90 % ของประเทศทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความรัก และศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่หยั่งลากฝักลึกอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน เปรียบเสมือนได้ว่าเป็นศาสนาประจำชาติ

ในต่างประเทศในปัจจุบันพุธศาสนาก็ถือว่าเฟื่อฟูกว่าในอดีตมากมีการสร้างวัดวาอารามมากมายตามเมืองใหญ่ในต่าวงประเทศ อาทิ ประเทศ สหรัฐอเมริกา , อังกฤษ , เยอรมัน หรือแม้แต่ประเทศทางฝั่งแอฟริกาใต้ก็มีวัดของไทยไปเปิดเพื่อให้พุธศาสตร์นิกชน ได้เข้าไปประกอบกิจกรรมทางศาสนาเช่นกัน หากกล่าวถึงความเฟื่องฟูของพุธศาสนาในต่างประเทศแล้วปัจจุบันมีชาวต่างชาติมากมายที่เข้าสู่เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เป็นจำนวนมาก สังเกตได้จากบางวัดก็จะมีชาวต่างชาติ บวชเพื่อศึกษาพุธศาสนาเป็นจำนวนมาก

ท่านเคยสังเกตไหมเวลาท่านเข้าไปที่วัดนั้นมักจะเห็นพระสงฆ์เวลาที่จะประกอบกิจกรรมทางศาสนานั้นจะต้องไปรวมกันในสถานที่หนึ่งซึ่งที่หลายท่านรู้จักกันดี นั่นก็คือ”โบสถ์” นั่นเอง ซึ่งเวลาระกอบสังฆกรรมของพระสงฆ์นั้นจะต้องอาศัยใช้พื้นที่โล่งโดยกำหนดตำแหน่ง “สึมา” เป็นขอบเขตของการประกอบกิจกรรมทางศาสนา ในปัจจุบันโบสถ์หรืออุโบสถ์ที่มีพระมากขึ้น และบางวัดมีผู้ศรัทธาไปทำบุญบ่อย โบสถ์ในปัจจุบันจึงนิยมสร้างในรูปแบบอาคาร และมีการตกแต่งเพื่อความสวยงามมากขึ้น

โบสถ์นั้นนอกจากใช้ทำกิจกรรมทางศาสนาแล้วยังใช้ในการรักษาศีล 8 ของอุบาสก และอุบาสิกาในวันขึ้น แรม 8 ค่ำ 15 ค่ำ หรือที่เราทั้งหลายรู้จักกันว่า “รักษาอุโบสก” หรือจะเรียกว่า “รักษาอุโบสกศีล” ก็ได้เช่นกัน